ลูกค้าหลายคนไม่ได้ไม่อยากซื้อครับ เขาแค่ “เลือกไม่ไหว” เพราะข้อมูลเยอะ ตัวเลือกเยอะ และกลัวตัดสินใจพลาด พอเลือกยากก็ชะลอ เซฟไว้ก่อน แล้วหายเงียบไปเลย การให้ทางเลือก 2 ทางจึงเป็นเทคนิคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะมันลดภาระการคิด ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุมเกมได้ และช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเร่งครับ
ตัวเลือกเยอะทำให้สมองเหนื่อย แต่ 2 ทางทำให้เริ่มได้ทันที
เมื่อมีตัวเลือกเยอะ คนจะเริ่มเทียบไปมาและไม่จบครับ ยิ่งเทียบยิ่งกลัวพลาด แต่ถ้าคุณให้แค่ 2 ทาง สมองจะตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะมันเหมือนการเลือก “ทิศทาง” ไม่ใช่เลือก “รายละเอียด” เช่น เลือกความเร็วหรือความชัวร์ เลือกเริ่มแบบเล็กหรือทุ่มทีเดียว เลือกเน้นประหยัดเวลาหรือประหยัดงบ พอเลือกทิศทางได้ คนจะรู้สึกว่าเริ่มถูกแล้ว และพร้อมไปขั้นต่อไปครับ
2 ทางทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “เราเลือกเอง” ไม่ได้ถูกขาย การขายที่ดีที่สุดคือให้คนรู้สึกว่าเขาเลือกเองครับ ตัวเลือก 2 ทางทำให้เขาเป็นคนตัดสินใจตั้งแต่ต้น แบรนด์ไม่ได้บอกว่าอะไรดีที่สุด แต่ช่วยเขาเห็นว่าแต่ละทางเหมาะกับใคร พอเขาเลือกทางที่เข้ากับตัวเอง ความมั่นใจจะเพิ่ม และการทักจะมาแบบพร้อมข้อมูล ไม่ใช่ทักมาถามราคาอย่างเดียวครับ
2 ทางที่เวิร์กต้องเป็น “ทางเลือกที่ต่างกันจริง” และผูกกับสถานการณ์ลูกค้า
อย่าให้ 2 ทางที่เหมือนกันจนคนงงครับ ต้องต่างกันชัด เช่น เวลา ระดับการดูแล ความเสี่ยง หรือความคุ้ม และต้องผูกกับสถานการณ์ลูกค้า เช่น “ถ้าคุณต้องจบภายใน X วัน เลือกทางนี้” “ถ้าคุณอยากชัวร์ก่อนค่อยขยาย เลือกทางนี้” เมื่อคนเห็นว่าทางเลือกผูกกับชีวิตเขาจริง เขาจะเลือกง่ายขึ้น เพราะมันไม่ใช่ทฤษฎีครับ
การให้ทางเลือก 2 ทางทำให้คนเลือกง่ายขึ้น เพราะมันลดความเหนื่อยในการคิด ลดความกลัวพลาด และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาเป็นคนเลือกเองครับ ถ้าคุณทำให้สองทางต่างกันชัดและผูกกับสถานการณ์จริงของลูกค้า คนจะตัดสินใจไวขึ้น ทักมาแบบพร้อมคุยมากขึ้น และการปิดดีลจะง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเร่งเลยครับ
