ลูกค้าจะอยู่กับแบรนด์นาน ไม่ได้เพราะคุณถูกที่สุดครับ แต่เพราะเขารู้สึกว่า “เปลี่ยนแล้วไม่คุ้ม” ทั้งในแง่เวลา ความเสี่ยง และความสบายใจ หลายธุรกิจพยายามกันลูกค้าไว้ด้วยโปร แต่โปรกันได้แค่ชั่วคราว พอมีเจ้าอื่นลดแรงกว่า ลูกค้าก็ย้ายได้ทันที วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการอยู่กับคุณ “ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และคุ้มกว่า” จนการย้ายดูเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นครับ
ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มด้วย “ความคุ้นเคยที่ช่วยประหยัดเวลา”
คนไม่อยากเริ่มใหม่ครับ การย้ายหมายถึงต้องอธิบายใหม่ ส่งข้อมูลใหม่ ปรับตัวใหม่ และเสี่ยงว่าอีกฝั่งจะไม่เข้าใจบริบท ถ้าคุณทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอยู่กับคุณแล้ว “ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง” เขาจะย้ายยาก เช่น คุณจำบริบทได้ สรุปงานเดิมไว้ให้ มีไฟล์/ข้อมูลที่จัดเก็บดี และมีขั้นตอนที่ลูกค้าคุ้นเคย พอทุกครั้งที่กลับมาคุยแล้วจบไว ลูกค้าจะคิดเองว่าไปเริ่มใหม่ที่อื่นไม่คุ้มครับ
ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยด้วยมาตรฐานและความสม่ำเสมอ สิ่งที่ลูกค้าจ่ายจริงคือความสบายใจครับ ถ้างานคุณนิ่ง ส่งตรงเวลา สื่อสารชัด ไม่หายเงียบ และแก้ปัญหาได้แบบเป็นระบบ ลูกค้าจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องลุ้น และ “ไม่ต้องลุ้น” นี่แหละครับที่ทำให้ย้ายแล้วไม่คุ้ม เพราะเขาไม่อยากเสี่ยงไปเจอเจ้าใหม่ที่อาจทำให้ต้องตามงาน ต้องแก้เยอะ หรือคุณภาพแกว่ง
สร้างต้นทุนการย้ายแบบแฟร์ ด้วยระบบต่อเนื่องและสิ่งที่สะสมได้
การทำให้ย้ายไม่คุ้มไม่ใช่การล็อกหรือผูกมัดลูกค้าครับ แต่คือการสร้างสิ่งที่สะสมแล้วมีคุณค่า เช่น การดูแลต่อเนื่องเป็นรอบ ระบบติดตามผล บันทึกงานย้อนหลัง แผนการพัฒนาขั้นถัดไป หรือสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่า “อยู่กับคุณแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ” เมื่อมีสิ่งสะสม ลูกค้าจะรู้สึกว่าถ้าย้ายไปคือทิ้งความต่อเนื่องทิ้งไป และนั่นทำให้ย้ายไม่คุ้มแบบเป็นธรรมชาติครับ
วิธีทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ย้ายแล้วไม่คุ้ม” คือทำให้การอยู่กับคุณประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องเริ่มใหม่ ทำให้ปลอดภัยด้วยมาตรฐานที่สม่ำเสมอ และสร้างความคุ้มแบบสะสมด้วยระบบต่อเนื่องที่ลูกค้าได้ประโยชน์จริงครับ เมื่อลูกค้ารู้สึกว่ากับคุณ “ง่ายกว่า จบกว่า และไม่ต้องลุ้น” เขาจะไม่ย้ายเพราะราคาเล็ก ๆ น้อย ๆ และจะอยู่กับคุณเพราะความสบายใจที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากที่อื่นครับ
